เมื่อวันที่ 8 ก.พ. นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “หมอเจด” โดยระบุว่า

1. โตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย เกิดจากการกินอาหารแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

– กลุ่มแรก คือ การกินอาหารที่มีไขมันโดยตรง เน้นไขมันต่างๆ หมูสามชั้น น้ำมัน แคบหมู กะทิ เนยเทียมเข้าไปโดยตรง

– กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มคนที่ไม่กินไขมันเลย แต่เน้นกินคาร์บ เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนม ของหวาน ชานม น้ำปั่นต่างๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

2. ไม่ต้องงงครับ เพราะอย่างที่เคยบอก เมื่อเรากินคาร์บมากๆ สารอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน ไขมันที่เกินจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ที่เรียกว่ากันว่า ไขมันเกาะตับ

3. พอไขมันเกาะตับมากขึ้นจนเซลล์ตับรับไม่ไหว มันจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์เพื่อไปเก็บพลังงานแทน เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้สูงด้วย

โตรกลีเซอไรด์สูง ทำให้เส้นเลือดอักเสบ และทำให้เกิดไขมันอุดตัน (Plaque) เปรียบง่ายๆ เหมือนท่อน้ำอุดตัน

4. พอท่อน้ำเราอุดตัน การไหลเวียนของเลือดก็เกิดปัญหา ถ้าไหลไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี ไม่เพียงพอ ทำให้เป็นเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง สโตรก อัมพฤกษ์ อัมพาต

ไหลไปหัวใจไม่ดี ทำให้หัวใจขาดเลือด เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวายได้

โรคอื่นๆ ที่ตามมาแน่นอน โรคอ้วน โรคตับอ่อนอักเสบ โรคไขมันเกาะตับ

5. วิธีตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ ให้งดอาหาร 8-12 ชั่วโมง แล้วเจาะเลือดมาตรวจ ควรอยู่ในระดับ 50-150 mg/dL ถือว่า ปกติ ถ้าสูงกว่า 150 mg/dL ขึ้นไป ถือว่าเสี่ยงและอันตรายนะครับ

วิธีการลดไตรกลีเซอไรด์ได้ดีที่สุด คือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตของตัวเองกันก่อนเป็นอันดับแรกครับ