เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 68 นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คุณหมออารมณ์ดีเจ้าของเพจ “หมอเจด” ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับการกินยาลดกรด โดยระบุว่า ระวัง! กินยาลดกรดนานๆ กระดูกพรุนไม่รู้ตัว พร้อมอธิบายว่า
ปัญหากรดไหลย้อนเป็นเรื่องที่หลายคนเป็นนะครับ เพราะยุคนี้เราทั้งกินอาหารแบบเร่งรีบ นอนดึก และเครียดง่าย พอกรดไหลย้อนสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือยาลดกรด หลายคนเลยทั้งพกติดตัว ติดบ้าน หรือบางคนถึงขั้นต้องกินทุกวัน แต่รู้ไหมว่า กินยาลดกรดไปนานๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคกระดูกพรุน และ กระดูกหัก ได้ และปัญหาที่กระเพาะ เกี่ยวกับกระดูกยังไงเดี๋ยวเล่าให้ฟังนะครับ
- ยาลดกรดทำงานยังไง ทำไมถึงส่งผลต่อกระดูก?
ยาลดกรด (Acid-suppressing drugs) โดยเฉพาะกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs) เช่น omeprazole, pantoprazole, esomeprazole เป็นยาที่ลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และส่วนใหญ่เราจะใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร และภาวะที่กรดมากผิดปกติ แต่ปัญหาคือ กรดในกระเพาะมีหน้าที่มากกว่าการย่อยอาหาร มันช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด โดยเฉพาะ แคลเซียม ซึ่งจำเป็นต่อกระดูก ถ้ากรดในกระเพาะลดลง ร่างกายก็อาจดูดซึมแคลเซียมได้ไม่ดีพอ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหักในระยะยาว
- งานวิจัยว่ายังไง? ใช้ยานานๆ เพิ่มความเสี่ยงจริงไหม?
มีงานวิจัยหลายชิ้นนครับพบว่าการใช้ PPIs เป็นเวลานาน สัมพันธ์กับ ความเสี่ยงกระดูกพรุนและกระดูกหัก ยกตัวอย่างงานวิจัยที่ชื่อ “Association between the use of proton pump inhibitors and osteoporosis/fracture: nested case-control studies using a national health screening cohort” ผลการศึกษาพบว่า การใช้ยา PPIs สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น แพทย์ควรพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อสั่งจ่ายยา PPIs ให้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกรดในกระเพาะอาหาร
- ไม่ใช่แค่เรื่องแคลเซียม PPIs ยังส่งผลต่อฮอร์โมนกระดูกด้วย
นอกจากการดูดซึมแคลเซียมแล้ว PPIs ยังอาจส่งผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับกระดูก เช่น พาราไทรอยด์ฮอร์โมน (PTH) ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย เมื่อกรดในกระเพาะลดลง ร่างกายจะตอบสนองโดยเพิ่มการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ เพื่อให้ดึงแคลเซียมออกจากกระดูกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้กระดูกบางลงและเปราะขึ้น
- ต้องกินยานานแค่ไหนถึงเสี่ยง?
ไม่ใช่ว่าไม่ให้กินยาลดกรด และไม่ใช่ทุกคนที่กิน PPIs แล้วจะกระดูกพรุนทันที ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาการใช้ยาและปัจจัยอื่นๆนะครับ
ถ้ากินเป็นครั้งคราว เช่น ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ตามแพทย์สั่ง อันนี้ความเสี่ยงก็ถือว่าน้อยนะครับ แต่ถ้าถ้าใช้ยาต่อเนื่องเกิน 6 เดือน – 1 ปี ความเสี่ยงจะเริ่มสูงขึ้น ถ้าต้องใช้ PPIs นานเกิน 2 ปี ควรได้รับการตรวจมวลกระดูก (Bone Density Scan) เพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุน และควรกินพร้อมกับอยู่ในการดูแลของหมอนะ รวมถึงยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น ได้แก่ อายุที่มากขึ้น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการขาดวิตามินดี ตรงนี้เราก็ควรเริ่มที่จะดูแลนะครับ
- แล้วถ้าเราต้องกินยานานๆ ควรทำยังไงให้ปลอดภัย?
หากจำเป็นต้องใช้ PPIs ในระยะยาว นอกจากการดูแลของหมอแล้ว เราควรปรับพฤติกรรมและดูแลกระดูกให้แข็งแรงไปพร้อมๆ กัน วิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่
- กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว หรือจะกินเป็นอาหารเสริมก็ได้ครับ แต่หลีกเลี่ยงการกินแคลเซียมพร้อม PPIs เพราะการดูดซึมจะลดลง
- รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ ซึ่งได้จากแสงแดด หรืออาหารเสริม เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น รวมถึงควรให้ความสำคัญกับ วิตามิน K2 เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้แคลเซียมไปสะสมที่กระดูกแทนที่จะสะสมที่หลอดเลือด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจไปด้วย ซึ่งวิตามิน K2 และ D3 จึงทำงานร่วมกันช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ตัวสุดท้ายคือ แมกนีเซียม (Mg) มีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย ช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมและวิตามิน D3 มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการตะคริวและป้องกันกล้ามเนื้อกระตุก หากขาดแมกนีเซียม อาจส่งผลให้กระดูกอ่อนแอและเกิดอาการเมื่อยล้า
- ออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ เวทเทรนนิ่ง หรือโยคะ
- หลีกเลี่ยงการใช้ PPIs โดยไม่จำเป็น หากอาการไม่รุนแรง ลองใช้ยาลดกรดแบบอื่น เช่น H2 blockers (ranitidine, famotidine) หรือปรับพฤติกรรมการกิน เช่น กินอาหารมื้อเล็ก หลีกเลี่ยงอาหารมัน และไม่กินแล้วนอนเลย
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในระยะยาว บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาปรับลดขนาดยา หรือให้ลองหยุดยาเป็นระยะเพื่อประเมินอาการ
ฝากดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ ถ้าคุณหรือคนรอบตัวต้องกินยาลดกรดเป็นประจำ แนะนำปรับพฤติกรรมร่วมด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยลดอาการกรดไหลย้อน แต่ยังช่วยให้กระดูกแข็งแรงไปนานๆ ด้วยนะครับ.