
เช็คดวงวันนี้ ดูดวงวันนี้ ส่องเลขเด็ด ดวงประจำวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 ฤกษ์ดีประจำวันเสาร์เวลา 12.09 – […]
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แฟนบอลคุ้นเคยกับการถกเถียงกันถึงการใช้เทคโนโลยีในเกม แต่ในศึกเอฟเอคัพ รอบ 4 การไม่มีเทคโนโลยีดังกล่าวกลับกลายมาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันบ่อยครั้ง
เนื่องจากเทคโนโลยีผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ หรือ VAR จะถูกใช้เฉพาะตั้งแต่รอบ 5 เป็นต้นไปในฤดูกาลนี้ จึงมีเหตุการณ์ขัดแย้งหลายกรณีที่จำเป็นต้องวิเคราะห์
โดย สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ยืนยันในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่าเทคโนโลยี VAR จะนำมาใช้ตั้งแต่รอบ 5 เป็นต้นไปเพื่อให้มั่นใจว่า
AFP/BEN STANSALL
คาโอรุ มิโตมะ ยิงประตูชัยให้ไบรท์ตัน ชนะ เชลซี 2-1
“มีการตัดสินที่สอดคล้องกันสำหรับสโมสรทั้งหมดที่เข้าร่วมการแข่งขันในรอบเดียวกัน”
เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน VAR จึงถูกนำมาใช้เฉพาะในสนามพรีเมียร์ลีก และที่เวมบลีย์ ในรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศของเอฟเอคัพเท่านั้น
มีข้อผิดพลาดของ VAR เกิดขึ้น 13 ครั้งในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งลดลงจาก 20 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกันของฤดูกาลที่แล้ว ตามที่ผู้บริหารลีกกล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ต้องการสร้างความสับสนให้เรื่องเกิดขึ้น เทคโนโลยีเส้นประตูได้ถูกนำมาใช้ในสนามพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนชิพซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้วในการแข่งขันในปีนี้ แม้ว่าจะไม่สามารถใช้งานได้ทุกที่ก็ตาม
รวมถึงที่เซนต์ แอนดรูว์ส ที่นิวคาสเซิ่ล เอาชนะ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ หลังจากประตูตีเสมออันน่าโต้แย้งของ โจ วิลล็อค ถูกตัดสินว่าข้ามเส้นประตูไป
ล่าสุดเกิดขึ้นเกม ไบรท์ตัน เปิดบ้านชนะ เชลซี 2-1 จังหวะก่อนที่ คาโอรุ มิโตมะ จะยิงประตู เหมือน ทาริค แลมพ์ตีย์ จะทำแฮนด์บอลหลังบอลพุ่งกลับมาโดนแขนนักเตะและผู้เล่นเชลซี สกัดบอลไม่ได้ นำมาซึ่งการเสียประตูในที่สุด จนทำให้ เอ็นโซ่ มาเรสก้า กุนซือสิงห์บลูส์ ต้องออกมาวิจารณ์ว่ามันเป็นจังหวะแฮนด์บอล
“ผมคิดว่าแฮนด์บอลค่อนข้างชัดเจน ใน2-3 วันที่ผ่านมามีจังหวะที่แตกต่างกันมากมายในแต่ละเกม การไม่มี VAR ก็ซับซ้อน”